หากเราเอาแต่จมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต ความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว หรือการสูญเสียต่างๆ ทั้งหมดก็คือผลจากความคิดของตัวคุณเองทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะสถานการณ์ต่างๆ บังคับให้คุณเป็นเช่นนั้น Wayne W. Dyer กล่าวไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ Your Erroneous Zone ว่า "เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกไม่มั่นคง และรู้สึกว่าสิ่งที่คนอื่นพูดถึงตัวคุณมีผลกับคุณมากกว่าสิ่งที่คุณคิดถึงตัวเอง ถ้าคุณไม่หยุดความรู้สึกนี้ ไม่นานความรู้สึกของคนอื่นๆ ก็จะเข้ามามีอิทธิพลต่อตัวคุณจนกลืนกินคุณไปหมด"
ลองมายกตัวอย่างดูกันบ้าง เวลาที่เราโดนนินทาไม่ว่าจะลับหลังหรือต่อหน้า เราจะรู้สึกอย่างไร รู้สึกแย่ใช่มั้ย? เราแย่แบบนั้นเลยหรอ? ทุกคนกำลังเชื่อคำนินทาพวกนั้นแล้วอาจจะไม่ชอบเรา แล้วเราจะปรับปรุงตัวเองยังไงดี? ถ้าเราต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นเราคงวางตัวไม่ถูกแน่ๆเลย
เมื่อไหร่ที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ จงหยุดมันลงเสีย มันไม่มีประโยชน์ที่จะคิดมาก ถึงแม้คำพูดของเขาจะจริงบางส่วน แต่คุณรู้มั้ยว่า คำนินทาว่าร้าย หรือคำพูดในเชิงลบๆ มีแต่จะรั้งทำให้คุณรู้สึกแย่ลง ถ้าอยากจะตำหนิก็ไม่ควรจะนินทาว่าร้าย แต่ควรจะติเพื่อก่อ พูดจาตรงๆดีๆบอกถึงว่าทำไมอย่างไร ไม่ใช่เอาไปบอกต่อแบบนั้น พวกนั้นเขาไม่ได้อยากให้คุณปรับปรุงหรอก เขาแค่ระบายอารมณ์โดยการหาพวกและทำให้คนอื่นๆ เชื่อว่าคุณแย่ขนาดไหนเหมือนที่เขารู้สึกเท่านั้นเอง. OK ทีนี้คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าคุณไม่ได้แย่ขนาดนั้น กลับไปอ่าน paragraph แรกใหม่ "คุณรู้สึกไม่มั่นคง และรู้สึกว่าสิ่งที่คนอื่นพูดถึงตัวคุณมีผลกับคุณมากกว่าสิ่งที่คุณคิดถึงตัวเอง" ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คุณต้องมีความมั่นใจในตนเอง ถ้าเรายอมรับในสิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวเรา แต่เป็นความคิดที่คนอื่นกำลังมอบให้ จะทำให้เราเกิดความเชื่อในสิ่งนั้น เช่น "เฮ้ย มันอาจจะจริงก็ได้นะที่เขาพูด เราคงต้องปรับปรุงอย่างมากเลย เราแย่มาก" เราจะเริ่มสนับสนุนความเืชื่อที่ดังกล่าว และหาเหตุการณ์ หลักฐานต่างๆมาส่งเสริมความเชื่อนั้น และก่อนที่จะรู้ตัว ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่เราตอกยํ้าตัวเองและกลายเป็นความจริงในที่สุด
เห็นมั้ยว่ามันเกิดจากความไม่มั่นใจในตนเองอย่างแท้จริง เหมือนกับเมื่อก่อนที่เรา(ตัวผมเอง) คิดว่า เราเป็นคนหัวไม่ดี หัวช้า ฉลาดสู้เพื่อนๆไม่ได้ พยายามที่จะหาหนังสือฝึกสมองต่างๆนานาๆมาอ่าน รู้อะไรไหม? หนังสือพวกนั้น มีวิธีฝึกที่เยี่ยมยอด แต่แทบจะใช้จริงไม่ได้เลย มันต้องทำซํ้าบ่อยๆและไม่เหมาะกับสถานกาณ์ของตัวเรา ที่ใช้ได้จริงๆ มีไม่ถึง 15% ของหนังสือด้วยซํ้า แต่แล้วเราก็ค้นพบวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราฉลาดได้ นั่นไม่ใช่การฝึกการเชื่อมประสาทการมอง รับรส รับกลิ่น เข้าด้วยกันเพื่อช่วยการจำ ไม่ใช่การจินตนาการเป็นเรื่องราวร้อยแปดเพื่อช่วยจำตัวหนังสือตัวเลข ไม่ใช่การฝึกสมาธิ ไม่ใช่การทำหกสูงเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงสมองเหมือนอดีตประธานาธีบดีของอิสราเอล แต่สิ่งนั้นคือ การที่เราเชื่อว่าเราฉลาดไม่ได้โง่กว่าคนอื่น หลังจากความเชื่อปักใจแบบนั้น เราก็เปลี่ยนไปทำตัวแบบคนฉลาดดู
ถ้าเชื่อว่าตนเองไม่ได้โง่ คุณก็ฉลาดขึ้นเท่าตัวแล้ว นี่แหละคือความจริงที่ไม่ต้องกินนํ้ามันตับปลาขวดละหลายร้อย แค่้นั้นจริงๆ ลองทำดู
ลองมายกตัวอย่างดูกันบ้าง เวลาที่เราโดนนินทาไม่ว่าจะลับหลังหรือต่อหน้า เราจะรู้สึกอย่างไร รู้สึกแย่ใช่มั้ย? เราแย่แบบนั้นเลยหรอ? ทุกคนกำลังเชื่อคำนินทาพวกนั้นแล้วอาจจะไม่ชอบเรา แล้วเราจะปรับปรุงตัวเองยังไงดี? ถ้าเราต้องเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นเราคงวางตัวไม่ถูกแน่ๆเลย
เมื่อไหร่ที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ จงหยุดมันลงเสีย มันไม่มีประโยชน์ที่จะคิดมาก ถึงแม้คำพูดของเขาจะจริงบางส่วน แต่คุณรู้มั้ยว่า คำนินทาว่าร้าย หรือคำพูดในเชิงลบๆ มีแต่จะรั้งทำให้คุณรู้สึกแย่ลง ถ้าอยากจะตำหนิก็ไม่ควรจะนินทาว่าร้าย แต่ควรจะติเพื่อก่อ พูดจาตรงๆดีๆบอกถึงว่าทำไมอย่างไร ไม่ใช่เอาไปบอกต่อแบบนั้น พวกนั้นเขาไม่ได้อยากให้คุณปรับปรุงหรอก เขาแค่ระบายอารมณ์โดยการหาพวกและทำให้คนอื่นๆ เชื่อว่าคุณแย่ขนาดไหนเหมือนที่เขารู้สึกเท่านั้นเอง. OK ทีนี้คุณรู้แล้วใช่ไหมว่าคุณไม่ได้แย่ขนาดนั้น กลับไปอ่าน paragraph แรกใหม่ "คุณรู้สึกไม่มั่นคง และรู้สึกว่าสิ่งที่คนอื่นพูดถึงตัวคุณมีผลกับคุณมากกว่าสิ่งที่คุณคิดถึงตัวเอง" ทั้งหลายทั้งปวงนี้ คุณต้องมีความมั่นใจในตนเอง ถ้าเรายอมรับในสิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวเรา แต่เป็นความคิดที่คนอื่นกำลังมอบให้ จะทำให้เราเกิดความเชื่อในสิ่งนั้น เช่น "เฮ้ย มันอาจจะจริงก็ได้นะที่เขาพูด เราคงต้องปรับปรุงอย่างมากเลย เราแย่มาก" เราจะเริ่มสนับสนุนความเืชื่อที่ดังกล่าว และหาเหตุการณ์ หลักฐานต่างๆมาส่งเสริมความเชื่อนั้น และก่อนที่จะรู้ตัว ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่เราตอกยํ้าตัวเองและกลายเป็นความจริงในที่สุด
เห็นมั้ยว่ามันเกิดจากความไม่มั่นใจในตนเองอย่างแท้จริง เหมือนกับเมื่อก่อนที่เรา(ตัวผมเอง) คิดว่า เราเป็นคนหัวไม่ดี หัวช้า ฉลาดสู้เพื่อนๆไม่ได้ พยายามที่จะหาหนังสือฝึกสมองต่างๆนานาๆมาอ่าน รู้อะไรไหม? หนังสือพวกนั้น มีวิธีฝึกที่เยี่ยมยอด แต่แทบจะใช้จริงไม่ได้เลย มันต้องทำซํ้าบ่อยๆและไม่เหมาะกับสถานกาณ์ของตัวเรา ที่ใช้ได้จริงๆ มีไม่ถึง 15% ของหนังสือด้วยซํ้า แต่แล้วเราก็ค้นพบวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราฉลาดได้ นั่นไม่ใช่การฝึกการเชื่อมประสาทการมอง รับรส รับกลิ่น เข้าด้วยกันเพื่อช่วยการจำ ไม่ใช่การจินตนาการเป็นเรื่องราวร้อยแปดเพื่อช่วยจำตัวหนังสือตัวเลข ไม่ใช่การฝึกสมาธิ ไม่ใช่การทำหกสูงเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงสมองเหมือนอดีตประธานาธีบดีของอิสราเอล แต่สิ่งนั้นคือ การที่เราเชื่อว่าเราฉลาดไม่ได้โง่กว่าคนอื่น หลังจากความเชื่อปักใจแบบนั้น เราก็เปลี่ยนไปทำตัวแบบคนฉลาดดู
ถ้าเชื่อว่าตนเองไม่ได้โง่ คุณก็ฉลาดขึ้นเท่าตัวแล้ว นี่แหละคือความจริงที่ไม่ต้องกินนํ้ามันตับปลาขวดละหลายร้อย แค่้นั้นจริงๆ ลองทำดู




Recent Comments