*นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเราแ้ต่เพียงผู้เดียว(เพิ่งคิดได้) และไม่guaranteeว่าจะได้ผล100%
การที่เราจะให้งานคนอื่นนั้น บางทีเราอาจเคยรู้สึกกันว่า หรือมีปัญหา อย่างเช่น ถึงวัน deadline งานกลับไม่ได้ หรือได้แต่งานไม่ได้แบบที่หวังไว้ คนที่เรามอบหมายให้ ขี้เกียจ หรืออาจจะละเลยเรื่องคุณภาพ หรือเห็นว่างานนั้นๆไม่มีความสำคัญมาก (ทั้งๆทีมันมีกับคุณ) สิ่งเหล่านี้ เราคิดว่าเกิดจาก การที่เราเข้าใจเรื่องการมอบหมายงานผิดไป
คนเรามักคิดว่า การมอบหมายงานให้ใครสักคนทำ ก็เหมือนกาน จัดแจงงาน(delegate) หรืออาจจะเหมือนกับการ สั่ง(force/command) แต่ปรากดว่าก็เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น
แต่เอ๊ะ! เราก็motivate เค้าอย่างเต็มที่แล้วนะ พยายามกระตุ้น เต็มที่ให้เรารู้สึกว่า งานเราสำคัญแค่ไหน เงินค่าจ้างมากแึ้ค่ไหน หรือ ถ้างานเสร็จมันจะเปลี่ยนแปลงโลกขนาดไหน มันจะเกิด impact สูงกับสิ่งต่างๆยังไง (อันนี้เราเคยใช้บ่อยมาก) ซึ่งมันก็ดีที่เราหัดเรียนรู้การ motivate แต่นั่นไม่ใช่ การmotivate ที่ดีพอ วันนี้เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นมา
ไม่ว่าคุณจะ motivate เพื่อทำให้เค้าเกิด แรงที่จะทำ งานที่ได้รับมอบหมายแค่ไหน แต่ถ้าย้อนกลับไปดู จะเห็นว่า เราได้มองข้ามสิ่งๆหนึ่งที่สำคัญมากๆๆๆ ไป อะไรหละ? การสร้างแรงจูงใจ หรอ อืมมมม ก็ดีนะ แรงจูงใจถ้าให้มองก็เหมือนกับสิ่งกระตุ้น(สิ่งเร้า)ให้เกิดความรู้สึกอยากทำนั่นเอง เช่น เดี๋ยวถ้าทำงานนี้ดีเดือนหน้าจะให้bonusเพิ่ม หรือ อาจจะพาไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ และการ motivate ก็คือวิธีที่เราใช้สร้างแรงจูงใจเหล่านั้นขึ้นมา
อืมดี แต่ไม่ใช่! มันไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามจะบอก ณ ตรงนี้ ความคิดพื้นๆแบบนี้ ใครก็คิดได้ แถมยังมีพลัง "ไม่พอ" อีกด้วย พนันกันเลย คุณลองทำแบบที่ว่าเลื่อยๆสิ "เฮ้ย! งานเสร็จจะขึ้นเงินให้" "เฮ้ย! งานเสร็จจะพาไปเลี้ยง" "เฮ้ย! งานนี้สำคัญกับแกมากนะ แกจะดังเลยทีเดียว งานนี้ก็สำคัญกับบริษัทของพวกเราด้วย เพื่อชัยชนะของพวกเราทุกคน"
งี่เง่ามากเลย วิธีนี้ใช้ จัดแจงงานหรือสั่งคนได้ แต่กินใจคนไม่ได้หรอก การที่เราจะกินใจคน motivate กับแรงจูงใจมันไม่พอ ตั้งใจฟังนะ "การเติมเต็ม" ตะหาก การเติมเต็มให้คนๆนั้นคือการมอบหมายสิ่งที่ดีมากๆให้กับเค้าโดยแลกกับงานที่เค้าจะทำให้เรา เสมือนการ negotiate แบบ win-win ทั้งสองฝ่ายต่างพึงพอใจ หลังจากทำงานแรกจบ ความรู้สึกอยากจะทำงานถัดๆไป ก็ไม่ได้ลดลง อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยซํ้า เพราะรู้สึกเหมือนกับว่า "เรากำลังมีชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้น อย่างที่เราฝันไว้"
การเติมเต็ม ไม่เหมือนกับ การตอบสนองความต้องการเบี้องต้นเลย การที่คุณมองว่าจะขึ้นเิงินเดือนหรือพาไปเลี้ยง คุณคิดหรือว่ามันจะเติมเต็มคนๆนั้นได้? คุณคิดหรือว่าเค้าอยากได้แบบจริงๆ? (ถ้าใ้ห้ก็เอาอยู่แล้วจริงไหม) อยากได้แบบจริงๆคือเช่น เค้าฝัน เค้าครํ้าครวญหา เค้าเห็นว่ามันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต หรือมันอาจจะเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนให้ตัวเขาแตกต่างออกไปในทางที่ดีขึ้น เค้าอาจจะไม่บอก/บอกไม่ได้(อาจจะไม่รู้จักตัวเองดีพอด้วยซํ้า)ว่าเค้ากำลังอยากได้แค่ไหนสำหรับชีวิตของเขา เค้าอาจจะยังไม่ได้ลงมือทำเพื่อที่จะเติมเต็มอะไรด้วยซั้า การที่คุณจะรู้ถึงขนาดนั้นว่าจะเต็มเติมใครแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นั่นคือสิ่งที่คุณต้องค้นหา!!
ลองมาดูตัวอย่าง เพื่อเทียบความแตกต่างจากแบบเดิม เรารู้ว่า นายวินในใจจริงๆ แม้มาทำงาน programmer แต่อยากเป็นกัปตันเรือ แต่ยังไม่เคยเดินเรือสักครั้ง ถ้าสมมติว่าได้มีโอกาสไปศึกษาระบบการนำร่องเรือสินค้าบนเรือที่แล่นจริงๆ คิดว่า นายวินจะดีใจขนาดไหน และอยากทำงานนี้แค่ไหน เห็นมั้ย? ดีกว่าให้เงินเดือนเพิ่มไหม อีกตัวอย่าง เมเป็นคนที่ทำงานเก่งมาก เงินที่ให้เลยมากๆๆ ขึ้นไป แต่พอจุดหนึ่งกลับพบว่า งานได้เท่าเดิมแม้เงินจะเพิ่ม เม ดูขี้เกียจมากขึ้น และไม่ active เหมือนตอนแรกๆที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งคุณให้งาน สร้างเว็บไซต์ให้ลูกค้า แต่ความจริงคุณแอบรู้มาว่า เม ชอบการที่ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ถ้ารู้เช่นนี้แ้ล้ว ลองเสนอว่าถ้างานนี้เสร็จและดี จะพาไปงานนวัตกรรมเจ๋งๆ ดูสิ(สมมติ) เธอย่้อมไม่ปล่อยให้สิ่งนี้ผ่านไปแน่นอน และเราก็ยังคงค้นหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มเธอเพื่อแลกกับสิ่งที่เธอเต็มใจจะทำให้เราต่อไป
และจงเชื่อเถอะ ถึงแม้จะให้เงินเพิ่มแค่ไหน แต่ถ้ามันไม่ได้เติมเต็มชีวิตของคนๆนั้นแล้ว คุณกำลังขาดทุน! เพราะงานที่เขาจะทำออกมา จะไม่มีการ เพิ่มตามเงินที่ให้ไปเรื่อยๆ ได้แน่นอน แต่ถ้าลองเติมเต็มชีวิตของเขาสิ อาจจะพบว่า เขาอยากทำอะไรๆเพื่อแลกกับมันแค่ไหน ดวงตาที่มีประกายเวลาที่คุณรู้ว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ทั้งชีวิตหวนหา ความรู้สึกนั้นคุณทำได้แทบทุกอย่างเพื่อมันจริงๆแหละ!




อีกข้อนึงเลยที่สำคัญ
คือ "จริงใจ" เพื่อให้เค้าไม่รู้สึกว่าโดน "โยนงานใส่"
แต่มันพูดง่าย ทำยากว่ะอันนี้
Posted by: Dome Pongmongkol | 04/01/2010 at 01:29 AM
ชี้ ให้ ผมเห็น อะไร ในหลายๆ ด้าน เลยครับ
Posted by: Anukul Dockturien | 12/07/2010 at 03:14 AM